ความสูงภายใน
(Inside Height)
|
ควรสูงกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของสายไฟหรือท่อลมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอย่างน้อยประมาณ 10%
|
เพื่อไม่ให้สายถูกกดหรือเสียดสีกับผิวด้านในของรางมากเกินไป โดยเฉพาะขณะรางโค้งตัว
|
ความกว้างภายใน
(Inside Width)
|
ควรเผื่อพื้นที่ว่างรวมประมาณ 10-20% จากพื้นที่ที่สายทั้งหมดใช้จริง
|
ช่วยให้สายมีพื้นที่ขยับตัว ลดการเบียดกันและลดแรงเสียดสีเมื่อรางเคลื่อนที่ไป-กลับ
|
รัศมีการดัดโค้ง
(Bending Radius)
|
เลือกค่า R ที่ไม่น้อยกว่ารัศมีดัดขั้นต่ำของสายที่ต้องการใช้งาน
|
รัศมีที่มากขึ้นช่วยให้สายโค้งกว้าง ลดความเครียดจากการดัดซ้ำ แต่ต้องตรวจสอบว่าพื้นที่ติดตั้งรองรับวงโค้งได้
|
|
จำนวนสายภายใน
|
ควรนับจำนวนสายไฟ สายสัญญาณ สายลม และท่อทั้งหมดก่อนเลือกขนาด
|
หากมีสายหลายเส้น ควรหลีกเลี่ยงการวางซ้อนหรืออัดแน่น เพราะอาจทำให้สายเสียดสีกันมากขึ้น
|
ขนาดภายนอก
(Outer H × W)
|
ตรวจสอบขนาดภายนอกของตัวรางเทียบกับพื้นที่ติดตั้งจริง
|
แม้ขนาดภายในจะพอดีกับสาย แต่ตัวรางภายนอกอาจใหญ่เกินพื้นที่ของเครื่องจักรได้
|
|
ระยะ Stroke
|
วัดระยะที่ชุดเครื่องจักรเคลื่อนที่จากต้นทางถึงปลายทาง
|
ใช้ประกอบการคำนวณความยาวรางและตำแหน่ง Fixed End / Moving End ให้เหมาะสม
|
|
รูปแบบการวางสาย
|
ควรแยกสายที่มีขนาดหรือประเภทต่างกันมาก และใช้ Divider หากจำเป็น
|
ช่วยลดการกดทับและการเสียดสีระหว่างสายไฟกำลัง สายสัญญาณ และสายลม
|
|
ความเร็วและความถี่
|
พิจารณาความเร็วในการเคลื่อนที่และจำนวนรอบการทำงานต่อวัน
|
งานที่เคลื่อนที่เร็วหรือบ่อยควรเลือกรางและสายที่เหมาะกับ Dynamic Motion และงานดัดซ้ำต่อเนื่อง
|
|
น้ำหนักสาย
|
ตรวจสอบน้ำหนักรวมของสายทั้งหมดที่อยู่ภายในราง
|
หากน้ำหนักมากเกินไป อาจทำให้รางแอ่น เคลื่อนที่ไม่เรียบ หรือเพิ่มภาระให้ระบบขับเคลื่อน
|
|
พื้นที่ติดตั้ง
|
ตรวจสอบความกว้าง ความสูง และพื้นที่สำหรับวงโค้งของราง
|
ควรเผื่อพื้นที่ให้รางพับและคลายตัวได้โดยไม่ชนโครงเครื่องหรืออุปกรณ์อื่น
|