สยามร่วมค้า | ศูนย์รวมอุปกรณ์ป้องกันสายไฟและท่อลมอุตสาหกรรมมาตรฐานสากล

เคเบิ้ลแกลน pg13.5

เคเบิ้ลแกลน PG13.5 คืออุปกรณ์สำหรับยึดและจัดระเบียบสายไฟหรือสายเคเบิลให้ผ่านเข้ากล่องไฟฟ้าหรือตู้ควบคุมได้อย่างปลอดภัย โดยมีขนาดรูเจาะประมาณ 20.4 มม. และรองรับสายไฟที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 – 12 มม. ซึ่งใหญ่กว่า PG11 เล็กน้อย มีให้เลือกหลายวัสดุ พลาสติก PA66 (Polyamide): เบา ทน UV และราคาประหยัด ทองเหลืองชุบนิกเกิ้ล: แข็งแรง ทนต่อการกัดกร่อน เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหนัก

เคเบิ้ลแกลน PG13.5 ทองเหลืองชุบนิกเกิ้ล

อุปกรณ์ยึดสายไฟที่ใช้สำหรับร้อยและล็อกสายไฟให้ผ่านเข้ากล่องควบคุม ตู้ไฟ หรือเครื่องจักรได้อย่างปลอดภัย โดยมี ขนาดเกลียว PG13.5 (รูเจาะประมาณ 20.4 มม.) และรองรับสายไฟขนาดประมาณ 6 – 12 มม. ตัวเรือนทำจาก ทองเหลือง (Brass) ที่ชุบด้วยนิกเกิ้ล (Nickel Plated) เพื่อเพิ่มความทนทานต่อการกัดกร่อนและความแข็งแรงในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม เป็นขนาดกลางที่ครอบคลุมการใช้งานหลากหลายประเภท ทั้งในงานอุตสาหกรรมเบาและหนัก หากต้องการความทนทานสูง แนะนำให้ใช้รุ่นที่มีมาตรฐานกันน้ำ IP68 และวัสดุคุณภาพ

การวัดขนาดของเคเบิ้ลแกลน (Diameter)

โดยทั่วไปแล้ว ขนาดที่เราต้องพิจารณาในการเลือก มี 2 ขนาดหลัก คือ

  1. ขนาดของรูสำหรับใส่สายไฟ (Cable Range or Entry hole): คือขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของรูที่เจาะไว้สำหรับสอดสายไฟเข้าไป ซึ่งขนาดนี้จะต้องใหญ่กว่าขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกของสายไฟเล็กน้อย เพื่อให้สามารถสอดสายไฟเข้าไปได้อย่างสะดวกและแน่นหนา
  2. ขนาดของเกลียว (Thread Size): คือขนาดของเกลียวที่ใช้ยึดเข้ากับตัวเครื่องหรือกล่องควบคุม ซึ่งขนาดนี้จะต้องตรงกับขนาดของเกลียวที่เจาะไว้บนตัวเครื่องหรือกล่องควบคุม
  • GL (Thread Rang): ขนาดความยาวของเกลียว
  • AG (Thread Size): ขนาดของเกลียวที่เข้ากับอุปกรณ์หรือรูเจาะ

ขั้นตอนการติดตั้ง (Cable Gland)

  • ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบเกลียวของอุปกรณ์ เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบว่าอุปกรณ์ที่จะติดตั้งมีการ ต๊าปเกลียว หรือยัง หากมี ควรตรวจสอบประเภทและขนาดของเกลียว เช่น PG (PG7, PG9, PG21), M (M20, M25, M40) หรือ NPT (NPT1/2”, NPT3/4”) เพื่อให้แน่ใจว่าสอดคล้องกับที่จะใช้
  • ขั้นตอนที่ 2: วัดขนาดรูเส้นผ่านศูนย์กลาง ใช้เครื่องมือวัด เช่น เวอร์เนียร์หรือไม้บรรทัด วัดขนาดรูเส้นผ่านศูนย์กลางของอุปกรณ์ที่ต้องการติดตั้ง ตรวจสอบว่าขนาดของรูตรงกับที่กำหนดไว้ในเอกสารคู่มือ
  • ขั้นตอนที่ 3: ตรวจสอบขนาดสายไฟหรือสายเคเบิ้ล พิจารณาขนาดสายไฟหรือสายเคเบิ้ลที่ต้องการเข้าสาย โดยเปรียบเทียบกับช่วงขนาดที่รองรับ (Cable Range) หากสายเล็กหรือใหญ่เกินไป อาจทำให้ติดตั้งไม่แน่นหนา หรือมีโอกาสเกิดการรั่วซึม
  • ขั้นตอนที่ 4: ติดตั้งสายเคเบิ้ลและขันเกลียว ใส่สายอย่างระมัดระวัง ป้องกันการฉีกขาดหรือเสียหาย จากนั้นทำการ ขันเกลียวให้แน่น จนรู้สึกว่าสายเคเบิ้ลอยู่ในตำแหน่งที่มั่นคง แต่ระวังอย่าขันแน่นจนเกินไป เพราะอาจทำให้สายเสียหาย

คุณสมบัติเด่นของ Cable Gland PG13.5

  • รองรับสายไฟขนาดกลาง ด้วยช่วงรองรับเส้นผ่านศูนย์กลางสายไฟประมาณ 6–12 มม. ทำให้เหมาะสำหรับสายควบคุม เครื่องจักรอัตโนมัติ หรือสายสัญญาณที่มีฉนวนหลายชั้น

  • ติดตั้งง่าย ตัวเกลียว PG13.5 เป็นเกลียวแบบมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปในงานไฟฟ้า ทำให้สามารถติดตั้งเข้ากับแผงควบคุมหรือกล่องไฟได้อย่างสะดวก โดยใช้แหวนล็อก (locknut) ยึดด้านใน

  • รองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เปียกชื้น มีฝุ่น หรืออุณหภูมิสูง เคเบิ้ลแกลน PG13.5 ก็สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะรุ่นที่ผลิตจากทองเหลืองชุบนิกเกิ้ลหรือแบบ IP68

  • เหมาะกับงานหลากหลายประเภทเช่น ตู้ควบคุมเครื่องจักร, ระบบไฟฟ้าในโรงงาน, เครื่องมือวัดอุตสาหกรรม, งานอาคาร หรือระบบโซลาร์เซลล์ ที่ต้องการความแน่นหนาและปลอดภัย

  • มีให้เลือกหลายวัสดุ

  • พลาสติก PA66 (Polyamide): เบา ทน UV และราคาประหยัด
  • ทองเหลืองชุบนิกเกิ้ล: แข็งแรง ทนต่อการกัดกร่อน เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหนัก
  • สแตนเลส : ไม่เป็นสนิม ทนทาน

ตารางเปรียบเทียบวัสดุแต่ละประเภท: PA66, ทองเหลืองชุบนิกเกิ้ล, และ สแตนเลส

วัสดุคุณสมบัติเด่นความทนทานน้ำหนักการใช้งานเหมาะสมราคาประมาณ
พลาสติก PA66 (Polyamide)เบา, ทน UV, ไม่เป็นสนิมปานกลางเบามากงานทั่วไป, กล่องไฟ, ติดตั้งภายในอาคารประหยัด
ทองเหลืองชุบนิกเกิ้ลแข็งแรง, ทนการกัดกร่อน, ไม่เป็นสนิมสูงปานกลางงานอุตสาหกรรม, ตู้ไฟ, เครื่องจักรปานกลาง
สแตนเลส (Stainless Steel)ทนสนิม, ทนเคมี, ใช้งานภายนอกหนักสูงมากหนักโรงงานเคมี, งานกลางแจ้ง, พื้นที่กัดกร่อนสูงสูง
  • ถ้างานติดตั้งอยู่กลางแดดหรือภายในอาคารทั่วไป → PA66 เพียงพอ
  • ถ้าเป็นงานเครื่องจักรหรือในโรงงานอุตสาหกรรม → ทองเหลืองชุบนิกเกิ้ลเหมาะสมกว่า
  • ถ้าอยู่ในพื้นที่มีสารเคมีรุนแรงหรือทะเล → สแตนเลส คือทางเลือกที่ดีที่สุด

ทางเลือกอันดับ 1 สำหรับงานกลางแจ้งและพื้นที่กัดกร่อน

เคเบิ้ลแกลนด์สแตนเลส (Stainless Steel Cable Gland) คืออุปกรณ์ยึดและป้องกันสายไฟที่ผลิตจากสแตนเลสเกรดสูง เช่น SS304 หรือ SS316 ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความทนทานต่อการกัดกร่อน สนิม และสภาพแวดล้อมรุนแรง จึงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับงานติดตั้งภายนอกอาคาร หรือพื้นที่ที่มีความชื้นสูง ไอเคมี น้ำทะเล หรือฝุ่นละอองจำนวนมาก

จุดเด่นของเคเบิ้ลแกลน pg13.5 (สแตนเลส)

  • ไม่เป็นสนิม แม้ในสภาพแวดล้อมรุนแรง สแตนเลสมีคุณสมบัติทนต่อการกัดกร่อนได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะรุ่น SS304 ที่นิยมใช้ในโรงงานเคมีและพื้นที่ชายฝั่งทะเล

  • รองรับอุณหภูมิสูง และแรงกระแทก ตัวเรือนแข็งแรง ทนความร้อนสูง ใช้งานได้ในเครื่องจักรที่มีอุณหภูมิสูงหรือใกล้แหล่งความร้อน

  • เหมาะกับงานติดตั้งกลางแจ้งหรือในพื้นที่เสี่ยง เช่น ตู้ไฟฟ้ากลางแจ้ง, โครงสร้างเหล็ก, งานโซลาร์เซลล์, เรือ, หรือโรงงานผลิตอาหารและยา

  • ป้องกันน้ำและฝุ่นระดับ IP68 เมื่อติดตั้งอย่างถูกต้อง สแตนเลสสามารถป้องกันน้ำและฝุ่นได้ในระดับสูง ช่วยปกป้องสายไฟจากความเสียหาย
  • ง่ายต่อการบำรุงรักษาและอายุการใช้งานยาวนาน ด้วยวัสดุสแตนเลสที่มีความทนทานสูง ทำให้ไม่ต้องบำรุงรักษาบ่อย ลดค่าใช้จ่ายและเวลาการซ่อมบำรุง

  • ดีไซน์ที่หลากหลาย รองรับการใช้งานเฉพาะทาง สแตนเลสมีหลายรูปแบบ เช่น แบบกันน้ำ กันระเบิด หรือมีการเสริมซีลยางพิเศษ ทำให้เหมาะกับงานหลากหลายประเภทและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

มาตรฐาน RoHS และ CE คืออะไร? จำเป็นแค่ไหนในงานไฟฟ้า

เคเบิ้ลแกลน pg13.5 ที่ได้รับการรับรอง RoHS และ CE ว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในงานไฟฟ้าและอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ที่ใช้มีคุณภาพและปลอดภัย

มาตรฐาน RoHS คืออะไร?

  • RoHS (Restriction of Hazardous Substances) เป็นข้อกำหนดของสหภาพยุโรปที่จำกัดการใช้สารอันตราย เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และสารพิษอื่น ๆ ในอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
    เคเบิ้ลแกลนด์ที่ผ่านมาตรฐาน RoHS จะไม่มีสารอันตรายเหล่านี้ หรือมีในปริมาณต่ำมาก จึงปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

มาตรฐาน CE คืออะไร?

    • CE (Conformité Européenne) คือเครื่องหมายรับรองที่แสดงว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ผ่านการทดสอบและตรวจสอบตามกฎหมายความปลอดภัยของสหภาพยุโรป ที่มีเครื่องหมาย CE แสดงว่าสินค้านั้นมีคุณภาพมาตรฐาน ปลอดภัยต่อการใช้งาน และสามารถวางจำหน่ายในตลาดยุโรปได้อย่างถูกต้อง

จำเป็นแค่ไหนในงานไฟฟ้า?

  • ความปลอดภัยสูงสุด: ช่วยลดความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจรหรืออุบัติเหตุจากการใช้วัสดุไม่ปลอดภัย
  • ความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์: ทำให้อุปกรณ์มีอายุการใช้งานนานขึ้น ทนทานต่อสารเคมีและสภาพแวดล้อม
  • การปฏิบัติตามกฎหมาย: งานไฟฟ้าขนาดใหญ่หรือในโรงงานอุตสาหกรรมมักต้องใช้วัสดุที่ได้มาตรฐานเหล่านี้ เพื่อผ่านการตรวจสอบ
  • เพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้า: สำหรับผู้ประกอบการ การใช้เคเบิ้ลแกลนด์ที่ได้มาตรฐานช่วยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพงาน

การเลือกซื้อเคเบิ้ลแกลน pg13.5

1. รู้ขนาดสายไฟที่ต้องใช้ วัดเส้นผ่านศูนย์กลางของสายไฟจริง ๆ ให้แม่นยำ เพื่อเลือกที่รัดได้พอดี ไม่หลวมเกินไปหรือบีบรัดสายจนเสียหาย

2. เลือกวัสดุให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม

  • สำหรับงานทั่วไปในอาคาร เลือกแบบ PA66 (พลาสติก)
  • งานอุตสาหกรรมที่ต้องการความแข็งแรงและทนการกัดกร่อน เลือก ทองเหลืองชุบนิกเกิ้ล
  • งานกลางแจ้งหรือพื้นที่ที่มีสารเคมีและน้ำทะเล เลือก สแตนเลส

3. ตรวจสอบมาตรฐานรับรอง ควรเลือกที่ผ่านมาตรฐาน CE, RoHS และถ้างานต้องการความปลอดภัยสูง ให้เลือกที่มีมาตรฐาน IP68 หรือ Ex-Proof

4. เลือกแบบเกลียวให้เหมาะสม มีหลายชนิด เช่น เกลียว PG, NPT หรือ Metric เลือกให้ตรงกับรูเจาะของกล่องหรือตู้ควบคุม

5. พิจารณาความง่ายในการติดตั้ง เลือกแบบที่มีชิ้นส่วนไม่ซับซ้อน หรืองานที่ต้องการรื้อถอนบ่อย ควรเลือกแบบที่ขันติดตั้งง่ายและไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษมาก