สยามร่วมค้า | ศูนย์รวมอุปกรณ์ป้องกันสายไฟและท่อลมอุตสาหกรรมมาตรฐานสากล

ตู้ไฟฟ้า และตู้ควบคุมไฟฟ้า

การเลือกตู้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพและออกแบบได้ตามหลักวิศวกรรม ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ แต่ยังช่วยลด "ค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น" (Hidden Costs) เช่น ค่าหยุดการผลิต (Downtime) หรือค่าซ่อมแซมอุปกณ์ราคาแพง การลงทุนในตู้ไฟฟ้าที่ดีจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาวสำหรับทุกธุรกิจ

ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมในการเลือกวัสดุตู้ไฟฟ้า

เรื่องน้ำหนัก: หากต้องติดตั้งบนเสาหรือผนังที่ไม่แข็งแรงมาก อลูมิเนียม และ พลาสติก จะได้เปรียบเพราะน้ำหนักเบา ลดภาระโครงสร้าง เรื่องความปลอดภัย (Insulation): หากติดตั้งในพื้นที่ที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย การเลือกวัสดุ ไฟเบอร์กลาส หรือ พลาสติก จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกไฟดูดหากเกิดไฟรั่ว (Double Insulation) การระบายความร้อน: ตู้โลหะ (เหล็ก, สแตนเลส, อลูมิเนียม) จะถ่ายเทความร้อนผ่านผนังตู้ได้ดีกว่าตู้พลาสติก หากอุปกรณ์ข้างในร้อนมากและใช้ตู้พลาสติก จำเป็นต้องติดตั้งพัดลมระบายอากาศเพิ่มเติมงบประมาณ: * ประหยัดสุด: เหล็กพ่นสี / พลาสติก ระดับกลาง: สแตนเลส 304 / อลูมิเนียม ราคาสูง (High-end): สแตนเลส 316L / ไฟเบอร์กลาสเกรดพิเศษ

วัสดุ

ระดับความทนทานต่อสนิม

การระบายความร้อน

ความทนทานต่อสารเคมี/ไอเกลือ

การใช้งานที่แนะนำ

สแตนเลส 304 (SUS304)

สูง

ปานกลาง

ปานกลาง

โรงงานอาหารและยา, พื้นที่ที่มีความชื้นสูง, งานภายนอกอาคาร

สแตนเลส 316L (SUS316L)

สูงมาก

ปานกลาง

สูงมาก

พื้นที่ชายฝั่งทะเล, โรงงานเคมี, แท่นขุดเจาะน้ำมัน, งานที่เน้นความทนทานสูงสุด

อลูมิเนียม (Aluminum)

สูง (ไม่เป็นสนิม)

ดีเยี่ยม

ปานกลาง

งานสื่อสาร (Telecom), งานเสาสัญญาณ, ตู้ที่มีอุปกรณ์ที่เกิดความร้อนสูงมาก

ไฟเบอร์กลาส (GRP/FRP)

สูงมาก (ไม่กัดกร่อน)

ต่ำ (เก็บความร้อน)

ดีเยี่ยม

พื้นที่ที่มีสารเคมีรุนแรง, งานบำบัดน้ำเสีย, พื้นที่เสี่ยงไฟฟ้าดูด (เป็นฉนวน)

พลาสติก (ABS/Polycarbonate)

สูงมาก

ต่ำ

ปานกลาง

ตู้คอนโทรลขนาดเล็กถึงกลาง, งานเกษตรกรรม, งาน DIY

 

ความปลอดภัยและการปกป้องระบบวิศวกรรมขั้นสูง

การเลือกวัสดุผลิตตู้ไฟฟ้าเป็นปัจจัยชี้ขาดถึงอายุการใช้งานและต้นทุนรวม (Total Cost of Ownership) ซึ่งวัสดุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติเฉพาะทางดังนี้:

  • สแตนเลสเกรด 304 (SUS304): เป็นวัสดุมาตรฐานสูงสุดสำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป มีโครเมียมและนิกเกิลเป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้ทนทานต่อสนิมได้ดีเยี่ยม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและยา (Food & Pharmaceutical) เพราะพื้นผิวทำความสะอาดง่ายและไม่สะสมเชื้อโรค

  • สแตนเลสเกรด 316L (SUS316L): คือสแตนเลสที่มีการเพิ่มส่วนผสมของ โมลิบดีนัม (Molybdenum) เข้าไป ทำให้มีความสามารถในการต้านทานการกัดกร่อนจากคลอไรด์ (ไอเกลือ) และสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดได้สูงกว่าเกรด 304 มาก จึงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับงานริมชายฝั่งทะเล, แท่นขุดเจาะน้ำมัน และโรงงานเคมี

  • อลูมิเนียม (Aluminum): โดดเด่นในเรื่องน้ำหนักเบาและมีความสามารถในการ ระบายความร้อน (Thermal Conductivity) สูงกว่าเหล็กและสแตนเลสหลายเท่า จึงนิยมใช้ในงานสถานีสื่อสาร (Telecom) หรือตู้ควบคุมที่มีอุปกรณ์ที่คายความร้อนสูงอยู่ภายใน

  • ไฟเบอร์กลาส (GRP) และ พลาสติกวิศวกรรม (ABS/Polycarbonate): เป็นวัสดุที่ไม่นำไฟฟ้า (Insulator) ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกไฟดูด (Double Insulation) มีความคงทนต่อการกัดกร่อนสูงที่สุด ไม่เป็นสนิมตลอดอายุการใช้งาน แต่อาจมีข้อจำกัดเรื่องความแข็งแรงต่อแรงกระแทกเชิงกลเมื่อเทียบกับโลหะ

การเลือกใช้ประเภทตู้ตามลักษณะหน้างาน (Application Guide)

ตารางนี้ช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อหรือวิศวกรเลือกสเปกได้ถูกต้องตามฟังก์ชันการใช้งาน

ลักษณะหน้างานวัสดุที่แนะนำมาตรฐาน IPฟีเจอร์ที่ควรมี
งานภายนอกอาคาร (ริมถนน/สวน)อลูมิเนียม / สแตนเลส 304IP66ต้องมีหลังคา, พ่นสีทน UV
โรงงานเคมี / ใกล้ทะเลสแตนเลส 316LIP66ขอบยางทนเคมี, หลังคาลาดเอียง
ห้องคลีนรูม / โรงงานอาหารสแตนเลส 304IP55พื้นผิวเงา (No Dust trap), ล้างง่าย
งานตู้คอนโทรลมอเตอร์ (ร้อน)อลูมิเนียม / เหล็กพ่นสีIP65พัดลมระบายอากาศ, แผ่นเพลทหนา
พื้นที่เสี่ยงไฟฟ้าดูด / เกษตรกรรมพลาสติก / ไฟเบอร์กลาสIP66ฝาหน้าใส (ถ้าต้องดูมิเตอร์), กัน UV

ก้าวสู่ "ตู้ไฟฟ้าอัจฉริยะ" (Smart Enclosure & IIoT)

ในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ตู้ไฟฟ้าไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “กล่อง” อีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Smart Factory: Condition Monitoring: การติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นภายในตู้แบบ Real-time เพื่อส่งการแจ้งเตือนไปยังมือถือหรือระบบ SCADA ก่อนที่อุปกรณ์จะพังเสียหาย Remote Power Management: การติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะภายในตู้ เพื่อติดตามการใช้พลังงานและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเครื่องจักรในระยะไกล ตู้ไฟฟ้าที่ติดตั้งมาอย่างดีอาจเสื่อมสภาพได้ตามเวลา สิ่งที่ต้องตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอคือ การเสื่อมสภาพของยางซีล: เมื่อผ่านไปหลายปี ยางซีลที่ขอบประตูอาจแข็งตัวหรือกรอบแตก ทำให้กันน้ำไม่ได้การตรวจสอบความร้อนด้วยกล้องอินฟราเรด (Thermal Imaging): เป็นวิธีที่นิยมที่สุดในการหาจุดต่อสายที่หลวม (Loose Connection) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอัคคีภัยในตู้ไฟฟ้า โดยไม่ต้องหยุดการทำงานของเครื่องจักร ตัวดูดความชื้น (Anti-Condensation Heater): สำหรับตู้ที่ติดตั้งในที่ที่มีอุณหภูมิเปลี่ยนฉับพลัน (เช่น ห้องเย็น หรือ พื้นที่ที่มีความชื้นสูง) การติดตั้ง Heater ขนาดเล็กจะช่วยป้องกันการเกิดหยดน้ำ (Condensation) ซึ่งอาจทำให้เกิดการลัดวงจร

ขนาดของรูสำหรับใส่สายไฟ (Cable Range or Entry hole)

การวัดขนาดของตู้สแตนเลสไฟฟ้า (Diameter)

การวัดขนาดอย่างละเอียดจะช่วยให้การติดตั้งและการใช้งานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับอุปกรณ์หรือการใช้งานต่างๆ ได้อย่างพอดีและปลอดภัย.

  • ความกว้าง (Width): วัดจากขอบด้านหน้าไปยังขอบด้านหลังของตู้ (จากด้านหน้าไปด้านหลัง)
  • ความสูง (Height): วัดจากพื้นถึงยอดของตู้ (จากล่างสุดไปด้านบนสุด)
  • ความลึก (Depth): วัดจากด้านหน้าของตู้ถึงด้านหลัง (มักจะใช้เมื่อต้องการตรวจสอบความลึกของช่องภายในตู้
  • ขนาดของช่องเปิด (Door Opening Size): หากต้องการทราบขนาดของช่องที่เปิดปิดได้ ควรวัดจากขอบบานประตูด้านหนึ่งถึงขอบอีกด้าน
  • ขนาดของแผงภายใน: หากต้องการติดตั้งอุปกรณ์ภายในตู้ ควรตรวจสอบพื้นที่การติดตั้งโดยการวัดช่องว่างระหว่างแผงหรือชั้นภายในตู้ฃ
  • ปรับแต่งขนาดและรูปทรง: ภาพแสดงให้เห็นว่าสามารถปรับเปลี่ยนขนาดและรูปทรงได้ตามต้องการ เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่และการใช้งาน
  • เลือกวัสดุ: สามารถเลือกวัสดุที่ใช้ผลิตตู้ไฟได้ เช่น สแตนเลสเกรดต่างๆ ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในการใช้งาน
  • เลือกประเภทของบานประตู: สามารถเลือกประเภทของบานประตูได้ เช่น บานประตูทึบ บานประตูที่มีช่องระบายอากาศ หรือบานประตูที่มีหน้าต่าง
  • เลือกอุปกรณ์เสริม: สามารถเลือกอุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ เช่น กุญแจ มือจับ บานพับ หรือชั้นวางของ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน
  • เลือกสี: สามารถเลือกสีได้ตามต้องการ เพื่อให้เข้ากับการตกแต่ง
  • เลือกตำแหน่งและขนาดของรูเจาะ: สามารถกำหนดตำแหน่งและขนาดของรูเจาะสำหรับเดินสายไฟหรือติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ได้
 

ระบบสายดินและการป้องกันไฟรั่ว (Grounding & Safety)

ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานคือสิ่งสูงสุดในงานวิศวกรรมไฟฟ้า: Earthing System: ตู้ไฟฟ้าโลหะต้องมีจุดเชื่อมต่อสายดินที่ชัดเจน ทั้งตัวตู้ (Base) และบานประตู (Door) โดยต้องใช้สายถัก (Braided Ground Strap) เชื่อมระหว่างกัน เพื่อให้แน่ใจว่าหากมีไฟรั่ว ระบบป้องกันจะตัดการทำงานทันที Arc Flash Protection: การออกแบบระยะห่างระหว่างอุปกรณ์ (Clearance) และการกั้นแยกส่วน (Compartmentalization) ช่วยลดความเสี่ยงจากประกายไฟที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเกิดการลัดวงจร บทความหน้าแรกเราได้ทำความรู้จักกับวัสดุและระดับการป้องกัน (IP Rating) กันไปแล้ว ในหน้ากระดาษที่สองนี้ เราจะลงลึกถึง การออกแบบโครงสร้างภายใน การจัดการความปลอดภัย และเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของตู้ไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบในระดับวิศวกรรมสากลครับ

วัสดุและคุณสมบัติตู้ไฟฟ้า

วัสดุคุณสมบัติข้อดีการใช้งาน
สแตนเลส 304– ทนทานต่อการกัดกร่อนและการขีดข่วน– ทนทานต่อการกัดกร่อนจากสารเคมีหลายชนิด
– ทนทานต่อความร้อนและการขีดข่วน
– ใช้ในตู้กันน้ำที่ต้องการความทนทานในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นหรือสารเคมี
สแตนเลส 316L– ทนทานต่อการกัดกร่อนจากสารเคมีได้ดีเยี่ยม– เหมาะสำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีความเค็มหรือสารเคมีที่รุนแรง
– ยืดหยุ่นสูง
– ใช้ในอุตสาหกรรมเคมี, โรงงานน้ำมัน, หรือตู้ควบคุมคอนโทรลสแตนเลสที่ต้องการความทนทานในสภาพแวดล้อมที่มีความเค็มหรือรุนแรง
อลูมิเนียม– น้ำหนักเบา ทนทานต่อการกัดกร่อน– เบาและง่ายต่อการขนส่ง
– ทนทานต่อการกัดกร่อนจากน้ำและอากาศได้ดี
– ใช้ในตู้ไฟฟ้าในอุตสาหกรรมเบา เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน, ตู้คอนโทรลไฟฟ้าในสำนักงาน
ไฟเบอร์กลาส– ทนทานต่อสารเคมีและการกัดกร่อน ทนความร้อนสูง– เบาและแข็งแรง
– ทนต่อสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นและสารเคมีได้ดี
– ใช้ในอุตสาหกรรมที่มีการสัมผัสสารเคมีหรือสภาพแวดล้อมที่มีความร้อนสูง เช่น ห้องควบคุม, โรงงานเคมี
พลาสติก (PVC)– ทนทานต่อการกัดกร่อนจากน้ำและสารเคมีทั่วไป– ราคาถูกและมีน้ำหนักเบา
– ทนต่อการกัดกร่อนจากกรดและด่างในระดับปานกลาง
– ใช้ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้อยจากสภาพแวดล้อมที่มีความรุนแรง เช่น สำนักงานทั่วไป

การออกแบบทางวิศวกรรม (Design Features)

ตู้ไฟฟ้าที่ดีไม่ได้มีเพียงความแข็งแรง แต่ต้องมีการออกแบบที่รองรับการใช้งานจริง: การจัดการน้ำและความชื้น

  • ขอบตู้แบบพับร่องน้ำ (Water Guide Rail): การพับขอบตู้ให้เป็นร่องน้ำจะช่วยบังคับให้ทิศทางน้ำไหลออกทางด้านข้าง แทนที่จะซึมเข้าสู่ยางซีลโดยตรง
  • ยางซีล (Gasket): ปัจจุบันนิยมใช้เทคโนโลยี CNC Foam Gasket (การฉีดโฟมโพลียูรีเทนลงบนขอบตู้) ซึ่งจะไม่มีรอยต่อเหมือนยางเส้นทั่วไป ช่วยให้กันน้ำได้เสถียรกว่า

การจัดการความร้อน (Thermal Management) อุปกรณ์ภายในตู้ เช่น Inverter, PLC หรือ Breaker จะคายความร้อนออกมา หากความร้อนสะสมสูงเกินไปจะทำให้อุปกรณ์พังเสียหาย

  • Passive Cooling: การเจาะช่องระบายอากาศ (Louver) เหมาะสำหรับตู้ที่ความร้อนไม่สูง
  • Active Cooling: การติดตั้งพัดลมระบายอากาศ (Filter Fan) หรือเครื่องปรับอากาศสำหรับตู้คอนโทรล (Enclosure Air Conditioner) ในกรณีที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิให้คงที่
ขั้นตอนรายละเอียดการปฏิบัติสิ่งที่ต้องระวัง
1. การเลือกตำแหน่งติดตั้งในพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายสำหรับการซ่อมบำรุง และไม่อยู่ในจุดเสี่ยงน้ำท่วมขังหลีกเลี่ยงบริเวณที่โดนแสงแดดจัดโดยตรง (ถ้าไม่มีหลังคา)
2. การยึดตัวตู้ใช้พุกและน็อตที่ทนสนิม (เช่น สแตนเลส) ยึดเข้ากับผนังหรือเสาให้แน่นห้ามเจาะรูที่หลังคาตู้ เพราะจะเป็นช่องทางให้น้ำรั่วซึม
3. การเข้าสายไฟเจาะรูด้านล่างตู้เท่านั้น และต้องติดตั้ง Cable Gland ให้พอดีกับขนาดสายหากเจาะรูด้านข้าง ต้องใช้ซีลยางกันน้ำเกรดเดียวกับตัวตู้
4. การต่อสายดินต่อสายดินเข้ากับจุด Ground Stud ทั้งที่ตัวตู้และบานประตูต้องขัดสีบริเวณจุดต่อสายดินออกเพื่อให้กระแสไฟไหลได้สะดวก
5. การปิดผนึกตรวจสอบยางซีลหน้าตู้ว่าแนบสนิท และปิดล็อคกุญแจให้เรียบร้อยอย่าให้มีเศษสายไฟหรือฝุ่นติดอยู่ที่ขอบยางซีล

การบริหารจัดการความร้อน

1. การบริหารจัดการความร้อน (Thermal Management Strategies)

ความร้อนสะสมภายในตู้ไฟฟ้าคือ “นักฆ่าเงียบ” ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การเลือกวิธีการระบายความร้อนที่เหมาะสมต้องคำนึงถึงค่าความร้อนรวม (Heat Load) และสภาวะแวดล้อม:

  • Natural Convection: เหมาะสำหรับตู้ที่มีอุปกรณ์ความร้อนต่ำ โดยใช้วัสดุที่มีการนำความร้อนดีเช่น อลูมิเนียม ในการช่วยกระจายความร้อนออกสู่ผนังตู้
  • Forced Ventilation: การใช้พัดลมระบายอากาศ (Filter Fan) เพื่อดึงอากาศเย็นเข้าทางด้านล่างและไล่อากาศร้อนออกทางด้านบน วิธีนี้ประหยัดและประสิทธิภาพสูง แต่ต้องมั่นใจว่าฟิลเตอร์สามารถกันฝุ่นและน้ำได้ตามมาตรฐาน IP ของตู้
  • Closed-loop Cooling (Air Conditioner): สำหรับตู้ที่ติดตั้งในพื้นที่ร้อนจัดหรือมีสารเคมีรุนแรง การใช้เครื่องปรับอากาศสำหรับตู้ไฟฟ้าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะจะไม่มีการแลกเปลี่ยนอากาศภายนอกเข้าสู่ภายในตู้โดยตรง ช่วยให้อุปกรณ์ภายในสะอาดและเย็นอยู่เสมอ

ปัญหาหยดน้ำและการสะสมความชื้น (Condensation Control) มักถูกมองข้ามคือการเกิด “หยดน้ำ” ภายในตู้ ซึ่งเกิดจากความต่างของอุณหภูมิระหว่างภายในและภายนอก (Dew Point) โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนหรือในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง:

  • Anti-Condensation Heaters: การติดตั้งฮีตเตอร์ขนาดเล็กที่ควบคุมด้วยเทอร์โมสตัท (Thermostat) เพื่อรักษาอุณหภูมิภายในให้สูงกว่าจุดน้ำค้าง จะช่วยป้องกันการเกิดหยดน้ำที่บอร์ดวงจรได้อย่างเด็ดขาด

บทสรุป: การเลือกใช้เพื่อความคุ้มค่าอย่างยั่งยืน

การเลือกใช้ตู้ไฟฟ้าที่ผลิตจากสแตนเลส อลูมิเนียม หรือวัสดุคุณภาพสูง แม้จะมีต้นทุนเริ่มแรกสูงกว่าตู้เหล็กทั่วไป แต่เมื่อพิจารณาถึงอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า 10-20 ปี โดยไม่เป็นสนิมและไม่ต้องซ่อมบำรุงบ่อยครั้ง ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของระบบไฟฟ้าส่วนกลางซึ่งเป็นหัวใจหลักของอุตสาหกรรมและอาคารทุกประเภท หรือตู้ไฟเบอร์กลาสที่ทนทาน จะไร้ความหมายทันทีหากขาดการวางแผนจัดการความร้อนและความชื้นภายในที่ดี บทความทั้ง 3 หน้านี้จึงเป็นแนวทางที่ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกวัสดุ มาตรฐาน IP การติดตั้ง ไปจนถึงการบำรุงรักษา เพื่อให้ตู้ไฟฟ้าของคุณไม่ใช่แค่กล่องโลหะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบวิศวกรรมที่ทรงประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตู้ไฟฟ้าและตู้ควบคุมไฟฟ้า

รวมคำถามสำหรับเลือกตู้ไฟฟ้า ตู้คอนโทรล และกล่องพักสายไฟ ให้เหมาะกับงานอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเลือกวัสดุ สแตนเลส อลูมิเนียม ไฟเบอร์กลาส หรือพลาสติก การเลือกขนาด ระดับ IP การระบายความร้อน ไปจนถึงข้อมูลที่ควรตรวจสอบก่อนสั่งซื้อ

01
ตู้ไฟฟ้าควรเลือกสแตนเลส อลูมิเนียม ไฟเบอร์กลาส หรือพลาสติก?
ควรเลือกตามสภาพแวดล้อมของหน้างาน สแตนเลส 304 เหมาะกับงานอุตสาหกรรมทั่วไป ส่วน 316L เหมาะกับพื้นที่ ที่เสี่ยงต่อการกัดกร่อนสูงขึ้น อลูมิเนียมมีน้ำหนักเบา และถ่ายเทความร้อนได้ดี ขณะที่ไฟเบอร์กลาสและพลาสติก ไม่เป็นสนิมและไม่นำไฟฟ้า จึงเหมาะกับงานเฉพาะด้าน โดยต้องพิจารณาร่วมกับ ความร้อน แรงกระแทก และระดับ IP ที่ต้องการ
02
ควรเลือกขนาดตู้ควบคุมไฟฟ้าอย่างไร?
ควรเริ่มจากจัด Layout ของอุปกรณ์ที่จะติดตั้งภายใน เช่น Breaker, PLC, Contactor, Power Supply และ Inverter จากนั้นตรวจสอบพื้นที่แผ่นเพลท ความลึกของตู้ และพื้นที่สำหรับเดินสาย ควรมีพื้นที่เหลือสำหรับ การระบายความร้อน การซ่อมบำรุง และการเพิ่มอุปกรณ์ในอนาคต ไม่ควรเลือกจากขนาดภายนอกเพียงอย่างเดียว
คำถามที่ควรรู้ก่อนเลือกตู้ไฟฟ้า กดที่คำถามเพื่อดูรายละเอียด
03   ตู้ไฟฟ้า IP55, IP65 และ IP66 ต่างกันอย่างไร?
ค่า IP ใช้ระบุระดับการป้องกัน ฝุ่นและน้ำของตัวตู้ การเลือกจึงควรอ้างอิง สภาพแวดล้อมของจุดติดตั้ง เช่น ภายในอาคาร พื้นที่ฝุ่นมาก พื้นที่เปียก หรืองานกลางแจ้ง และต้องพิจารณาระบบโดยรวมด้วย เพราะหลังเจาะ Cable Gland, Push Button, Fan หรือช่องระบายอากาศ ระดับการป้องกันจริง จะขึ้นอยู่กับอุปกรณ์และวิธีติดตั้งเหล่านั้นด้วย
04   ตู้ไฟฟ้าสำหรับงานกลางแจ้งควรเลือกแบบไหน?
งานกลางแจ้งควรพิจารณา ทั้งวัสดุ ระดับ IP แสง UV ฝน ความชื้น และการกัดกร่อน สแตนเลสหรืออลูมิเนียม เป็นตัวเลือกที่ใช้กับงานภายนอกได้หลายประเภท ส่วนไฟเบอร์กลาสและพลาสติก เหมาะกับงานที่ต้องการวัสดุไม่เป็นสนิม แต่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติ UV ของรุ่นนั้นด้วย หากมีฝนตกโดยตรง อาจพิจารณาหลังคาหรือ Sloping Roof เพิ่มเติมตามลักษณะงาน
05   ถ้ามี Inverter หรืออุปกรณ์เกิดความร้อนภายในควรเลือกตู้อย่างไร?
ควรเผื่อพื้นที่รอบอุปกรณ์ ตามข้อกำหนดของผู้ผลิต และประเมินความร้อนสะสมภายในตู้ เพราะ Inverter, VFD และ Power Supply สามารถเพิ่มอุณหภูมิภายในได้ หากการระบายความร้อนตามธรรมชาติไม่เพียงพอ อาจต้องใช้ Fan, Filter Fan, Ventilation หรือระบบ Cooling ที่เหมาะสม ทั้งนี้การเจาะช่องระบายอากาศ อาจส่งผลต่อระดับ IP ของตู้ด้วย
06   ตู้สแตนเลส 304 กับ 316L ต่างกันอย่างไรสำหรับงานไฟฟ้า?
Stainless Steel 304 เหมาะกับโรงงาน และพื้นที่ความชื้นทั่วไป ส่วน Stainless Steel 316L มีความเหมาะสมมากขึ้น สำหรับบริเวณที่มีคลอไรด์ ไอเกลือ หรือสารเคมีบางประเภท เช่น พื้นที่ใกล้ชายฝั่ง และโรงงานเคมี การเลือกจึงไม่ควรพิจารณา เฉพาะราคาตู้ แต่ควรดูสภาพแวดล้อม และอายุการใช้งานที่ต้องการร่วมด้วย
07   การเจาะรู Cable Gland และอุปกรณ์หน้าตู้ควรวางแผนอย่างไร?
ควรกำหนดตำแหน่งสายเข้า-ออก ขนาด Cable Gland Push Button, Meter, Selector Switch และอุปกรณ์หน้าตู้ ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ เพื่อไม่ให้ตำแหน่งรูชนกับ Mounting Plate หรืออุปกรณ์ภายใน หากต้องรักษาระดับ IP ควรเลือก Cable Gland ซีล และอุปกรณ์ติดตั้ง ที่มีระดับการป้องกัน เหมาะสมกับข้อกำหนดของตู้
08   ก่อนสั่งซื้อตู้ไฟฟ้าหรือตู้คอนโทรลควรแจ้งข้อมูลอะไรบ้าง?
ควรแจ้งขนาดตู้ กว้าง × สูง × ลึก วัสดุที่ต้องการ ระดับ IP และลักษณะพื้นที่ติดตั้ง พร้อมรายการอุปกรณ์ภายใน และขนาด Mounting Plate ที่ต้องใช้ หากต้องการเจาะรู Cable Gland, Push Button, Meter, Fan หรือหน้าต่าง ควรส่ง Drawing พร้อมตำแหน่งและขนาดรู เพื่อให้สามารถเลือกหรือผลิตตู้ ให้ตรงกับระบบจริง